KKP มอง สาธารณสุขกำลังถึงจุดเปลี่ยน! รัฐแบกภาระกว่า 4.5-5 แสนล้านบาทต่อปี อาจรับไม่ไหว
KKP มอง สาธารณสุขกำลังถึงจุดเปลี่ยน! รัฐแบกภาระกว่า 4.5-5 แสนล้านบาทต่อปี อาจรับไม่ไหว ดันเอกชน-ประกันสุขภาพรับไม้ต่อ ท่ามกลางสังคมสูงวัยและต้นทุนเทคโนโลยีการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
โครงสร้างสาธารณสุขไทยกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโตเร็วกว่าจีดีพี ขณะที่ภาครัฐต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 78% ของทั้งประเทศ ท่ามกลางสังคมสูงวัยและต้นทุนเทคโนโลยีการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 4-7% ต่อปีไปจนถึงปี 2032 จากแรงหนุนของสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีต้นทุนสูงขึ้น
ข้อมูลพบว่า สัดส่วนการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศต่อ GDP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 3.08% ในปี 2000 มาอยู่ที่ 4.54% ในปี 2023 และมีแนวโน้มที่ภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนจะถูกถ่ายโอนจากภาครัฐไปยังภาคเอกชนมากขึ้นในระยะข้างหน้า
นายธีระพล อุดมเวศย์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้น และต้นทุนทางการแพทย์ที่สูงขึ้นตามเทคโนโลยี ขณะที่พื้นที่ทางการคลังของภาครัฐมีจำกัดมากขึ้น
ดังนั้น การปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากลไกของภาคเอกชนและระบบประกันสุขภาพมากขึ้นในทศวรรษหน้า
รัฐแบก 78% เจอข้อจำกัดการคลังปี 2030
ปัจจุบัน รัฐบาลไทยเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขถึง 78% ของทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับฐานภาษีที่จัดเก็บได้ เมื่อรวมกับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มสังคมสูงวัย KKP ประเมินว่า ข้อจำกัดด้านฐานะการคลังของรัฐจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายในปี 2030
อีกปัจจัยคือข้อบังคับทางกฎหมายที่กำหนดให้รัฐบาลต้องรักษาสัดส่วนงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมงบสวัสดิการ และมีแนวโน้มถ่ายโอนภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปยังภาคเอกชน
ภาระรัฐอาจไหลสู่โรงพยาบาลเอกชนกว่า "แสนล้าน"
KKP มองว่า ความยากในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง อาจทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่อยู่ในระดับ 450,000-500,000 ล้านบาทต่อปี ถูกถ่ายโอนมายังภาคเอกชนบางส่วน
หากเกิดขึ้น อาจคิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มมากกว่า 100,000 ล้านบาท หรือประมาณ 40% ของรายได้ปัจจุบันของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะสามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงปี 2015-2024 แต่สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของหลายประเทศ
เมื่อทรัพยากรทางการแพทย์ยังมีข้อจำกัด ขณะที่ความต้องการรักษาเพิ่มขึ้นจากโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยให้โรงพยาบาลเอกชนยังคงรักษาความสามารถในการกำหนดราคา หรือ Pricing Power ได้ในระยะยาว
"ประกันสุขภาพเอกชน" ยังมีพื้นที่ให้โตอีกมาก
อีกธุรกิจที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสาธารณสุข คือ “ประกันสุขภาพ” KKP มองว่า เมื่อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ความต้องการทำประกันสุขภาพเอกชนก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบัน อัตราการทำประกันสุขภาพเอกชนของไทยอยู่ที่เพียง 6.4% ของประชากร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งอยู่ที่ 36% อย่างมีนัยสำคัญ แต่ตลาดกำลังเติบโต โดยเบี้ยประกันสุขภาพขยายตัวเฉลี่ย 8% ต่อปีในช่วงปี 2019-2025
ในระยะข้างหน้า หากมีการปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี หรือมีการนำมาตรการร่วมจ่าย หรือ Co-payment มาใช้ ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ตลาดประกันสุขภาพขยายตัวได้อีกมาก
KKP มอง "โรงพยาบาลเอกชน" ได้อานิสงส์เชิงโครงสร้าง
จากแนวโน้มดังกล่าว KKP มองว่า กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนยังมีความน่าสนใจในแง่ของมูลค่า หรือ Valuation ปัจจุบันกลุ่มโรงพยาบาลซื้อขายที่ระดับ P/E หรือ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ ปี 2026 อยู่ที่ 19 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ประมาณ 30 เท่า
KKP ประเมินว่า กำไรของกลุ่มโรงพยาบาลได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมรองรับความต้องการรักษาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่าง BDMS และ BH ถูกประเมินว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสาธารณสุขไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB